10 วิธีประหยัดพลังงานไฟฟ้าภายในบ้าน ลดค่าไฟง่ายๆ ได้ผลจริง
Key Takeaway
- การประหยัดพลังงานไฟฟ้าภายในบ้านทำได้หลายวิธี เช่น ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อไม่ใช้งาน ถอดปลั๊ก ตั้งอุณหภูมิแอร์ให้เหมาะสม ใช้หลอดไฟ LED เลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 และพิจารณาติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพื่อช่วยผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ลดการใช้ไฟจากระบบหลัก และช่วยประหยัดค่าไฟในระยะยาว
- เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟมากในบ้าน เช่น เครื่องทำน้ำอุ่น แอร์ เครื่องอบผ้า-ซักอบผ้า เตารีดไฟฟ้า ไมโครเวฟ เตาแม่เหล็กไฟฟ้า หม้ออบลมร้อน หม้อทอดไร้น้ำมัน หม้อหุงข้าวไฟฟ้า เครื่องดูดฝุ่น ไดร์เป่าผม เครื่องทำกาแฟ ตู้เย็น คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เครื่องฟอกอากาศ เป็นต้น
- การเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ปลอดภัยและประหยัดไฟ ควรเลือกซื้อรุ่นที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 (แบบติดดาว) มีเครื่องหมาย มอก. มีขนาดวัตต์ที่เหมาะสมกับการใช้งานจริง และมีระบบตัดไฟอัตโนมัติเพื่อความปลอดภัยในระยะยาว
ในยุคที่ค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การรู้จัก “ใช้ไฟอย่างฉลาด” ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการประหยัดเงินเท่านั้น แต่ยังช่วยลดการใช้พลังงานโดยรวม และเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย บทความนี้จะพารู้จัก 10 วิธีประหยัดพลังงานไฟฟ้าแบบง่ายๆ ที่สามารถทำได้ทันทีในชีวิตประจำวัน พร้อมเสริมความรู้เกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างถูกวิธี และเทคนิคเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าให้คุ้มค่าและปลอดภัย

10 วิธีประหยัดพลังงานไฟฟ้าภายในบ้าน
การเริ่มต้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน ถือเป็นสิ่งสำคัญของการประหยัดไฟฟ้าในบ้าน เพราะนอกจากจะไม่ต้องลงทุนเพิ่มแล้ว ยังสามารถเห็นผลลัพธ์ในบิลค่าไฟเดือนถัดไปได้ชัดเจน มาดู 10 วิธีประหยัดพลังงานในบ้าน ที่ทุกคนสามารถทำตามได้ง่ายๆ กัน
1. ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อไม่ใช้งาน
การเปิดไฟ ทีวี หรือพัดลมทิ้งไว้ในห้องที่ไม่มีคนอยู่ แม้จะเป็นเวลาเพียงแค่ไม่กี่นาที แต่เมื่อรวมกันหลายๆ วันก็กลายเป็นการสูญเสียพลังงานจำนวนมาก ดังนั้น ทุกครั้งที่เดินออกจากห้องหรือใช้งานเสร็จ ควรสร้างวินัยในการปิดสวิตช์ทันที เพื่อเริ่มต้นการประหยัดพลังงานไฟฟ้าภายในบ้านอย่างถูกต้อง
2. ถอดปลั๊กอุปกรณ์ที่ไม่ได้ใช้งาน
การปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยรีโมตคอนโทรล เช่น ทีวี กล่องรับสัญญาณ หรือเครื่องเสียง ตัวเครื่องจะยังคงอยู่ในโหมดสแตนด์บาย (Standby) ซึ่งมีกระแสไฟฟ้าไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา วิธีการที่ถูกต้องคือการถอดปลั๊กออกทุกครั้ง หรือเลือกใช้ปลั๊กพ่วงที่มีสวิตช์แยกเปิด-ปิด เพื่อตัดกระแสไฟได้เด็ดขาดและปลอดภัย
3. เลือกใช้หลอดไฟ LED
หากในบ้านยังใช้หลอดไส้หรือหลอดฟลูออเรสเซนต์แบบเดิม แนะนำให้ทยอยเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED เพราะกินไฟน้อยกว่าเดิมถึง 85-90% ให้ความสว่างสูง มีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าหลายเท่าตัว และปล่อยความร้อนออกมาน้อยมาก ทำให้เครื่องปรับอากาศไม่ต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้นด้วย
4. ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม
ควรตั้งอุณหภูมิแอร์ไว้ที่ 25-26 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับที่ร่างกายรู้สึกสบายและประหยัดไฟฟ้าในบ้าน และหากต้องการความเย็นเพิ่มขึ้น แนะนำให้เปิดพัดลมควบคู่ไปด้วย แรงลมจะช่วยกระจายความเย็นให้ทั่วห้องและช่วยลดอุณหภูมิสัมผัสลงได้อีก 1-2 องศา โดยไม่เปลืองไฟเท่าการลดอุณหภูมิแอร์โดยตรง
5. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 และมีคุณภาพ
เลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ซึ่งเป็นเครื่องหมายยืนยันว่าอุปกรณ์นั้นผ่านการทดสอบด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยปัจจุบันฉลากเบอร์ 5 รูปแบบใหม่มีการแบ่งระดับดาวตั้งแต่ 1-5 ดาว ซึ่งยิ่งมีจำนวนดาวมาก ก็ยิ่งช่วยประหยัดไฟฟ้าในบ้านได้มากขึ้น
แม้เครื่องใช้ไฟฟ้าคุณภาพสูงอาจมีราคาสูงกว่าในช่วงแรก แต่ด้วยการใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพและอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า จึงถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว และช่วยลดค่าไฟในบ้านได้อย่างต่อเนื่อง
6. ใช้เครื่องซักผ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างเต็มประสิทธิภาพ
สำหรับการใช้เครื่องซักผ้า ควรสะสมเสื้อผ้าให้ได้ปริมาณที่พอดีกับพิกัดสูงสุดของถังซักต่อการซักหนึ่งครั้ง เพื่อลดจำนวนรอบในการซัก รวมถึงหลีกเลี่ยงการเลือกโหมดซักด้วยน้ำร้อนหากผ้าไม่ได้สกปรกมาก เพราะระบบทำความร้อนของเครื่องซักผ้าดึงไฟสูงมาก
7. ลดการเปิด-ปิดตู้เย็นบ่อยครั้ง
ทุกครั้งที่เปิดประตูตู้เย็น ความเย็นจะรั่วไหลออกไป และคอมเพรสเซอร์จะต้องเริ่มทำงานหนักใหม่เพื่อทำความเย็นให้ได้ตามเกณฑ์ ดังนั้น ควรคิดก่อนเปิด จัดสิ่งของในตู้เย็นให้เป็นระเบียบเพื่อให้หยิบของได้ไว และที่สำคัญคือห้ามนำอาหารที่ยังร้อนจัดเข้าตู้เย็นทันที
8. ใช้แสงธรรมชาติให้มากที่สุด
ในเวลากลางวัน ควรเปิดม่านหรือบานหน้าต่างเพื่อรับแสงสว่างจากธรรมชาติเข้ามาในห้องนั่งเล่นหรือห้องทำงาน แทนการเปิดหลอดไฟทิ้งไว้ทั้งวัน นอกจากจะช่วยประหยัดไฟฟ้าในบ้านแล้ว แสงแดดอ่อนๆ ยังช่วยฆ่าเชื้อโรคและลดความอับชื้นภายในบ้านได้อีกด้วย
9. ตรวจสอบและบำรุงรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้า
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เก่าหรือขาดการดูแลจะทำงานหนักและกินไฟมากกว่าปกติ ควรล้างเครื่องปรับอากาศอย่างน้อยทุกๆ 6 เดือน ตรวจสอบขอบยางประตูตู้เย็นว่ายังปิดสนิทดีไหม และหมั่นล้างแผ่นกรองฝุ่นของเครื่องดูดฝุ่น เพื่อให้ทุกอุปกรณ์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและประหยัดไฟฟ้าในบ้าน
10. พิจารณาติดตั้งโซลาร์เซลล์
การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน (Solar Rooftop) เป็นแนวทางประหยัดไฟฟ้าในบ้านในระยะยาวที่คุ้มค่า ระบบจะเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นไฟฟ้ามาจ่ายให้กับอุปกรณ์ต่างๆ ภายในบ้านช่วงกลางวัน เหมาะมากสำหรับบ้านที่เปิดแอร์ตอนกลางวัน หรือปรับเปลี่ยนมาทำ Work from Home ซึ่งช่วยลดค่าไฟรายเดือนได้อย่างยั่งยืน
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟมากในบ้านมีอะไรบ้าง
การทำความเข้าใจพฤติกรรมการกินไฟของอุปกรณ์แต่ละชนิด จะช่วยให้เราวางแผนการใช้งานได้อย่างเหมาะสม โดยกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟมากมักจะเป็นอุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นความร้อน หรืออุปกรณ์ที่ใช้มอเตอร์ขนาดใหญ่ ดังนี้
- เครื่องทำน้ำอุ่น เครื่องทำน้ำร้อน กินไฟประมาณ 3,500 – 6,000 วัตต์ ถือเป็นอันดับต้นๆ เพราะต้องใช้กระแสไฟสูงมากในการทำความร้อนแก่น้ำอย่างรวดเร็ว
- เครื่องปรับอากาศ (แอร์) กินไฟประมาณ 1,200 – 3,500 วัตต์ แม้วัตต์จะน้อยกว่าเครื่องทำน้ำอุ่น แต่เนื่องจากมีการเปิดใช้งานต่อเนื่องหลายชั่วโมง จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ค่าไฟพุ่งสูง
- เครื่องอบผ้า เครื่องซักอบผ้า กินไฟประมาณ 2,000 – 4,000 วัตต์ ดึงไฟสูงจากทั้งมอเตอร์หมุนถังและระบบทำความร้อนเพื่อเป่าผ้าให้แห้ง
- เครื่องซักผ้า (โดยเฉพาะรุ่นมีน้ำร้อน) กินไฟประมาณ 250 – 2,000 วัตต์ หากซักระบบน้ำเย็นปกติจะกินไฟน้อย แต่ถ้าสั่งต้มน้ำร้อน ขดลวดทำความร้อนจะกินไฟเพิ่มขึ้นมาก
- เตารีดไฟฟ้า กินไฟประมาณ 1,000 – 2,500 วัตต์ ใช้ความร้อนสูงในการรีดผ้า ควรสะสมผ้าไว้รีดพร้อมกันทีเดียวเพื่อไม่ให้เปลืองไฟช่วงทำความร้อนใหม่บ่อยๆ
- ไมโครเวฟ กินไฟประมาณ 800 – 1,500 วัตต์ แม้จะดูวัตต์สูง แต่เนื่องจากเรามักใช้งานแค่ช่วงสั้นๆ เพียงไม่กี่นาที จึงส่งผลต่อค่าไฟรวมไม่มากนัก
- กระทะไฟฟ้า เตาแม่เหล็กไฟฟ้า เตาไฟฟ้า กินไฟประมาณ 1,200 – 2,200 วัตต์ ใช้พลังงานสูงในการสร้างความร้อนประกอบอาหาร
- หม้ออบลมร้อน หม้อทอดไร้น้ำมัน กินไฟประมาณ 1,200 – 1,800 วัตต์ ทำงานโดยใช้ขดลวดฮีตเตอร์สร้างความร้อนร่วมกับพัดลมกระจายลมร้อนภายใน
- กาต้มน้ำไฟฟ้า หม้อหุงข้าวไฟฟ้า กินไฟประมาณ 600 – 1,500 วัตต์ ดึงไฟสูงช่วงที่ทำให้น้ำเดือดหรือข้าวสุก เมื่อข้าวสุกแล้วควรถอดปลั๊ก ไม่ควรเสียบปลั๊กกดอุ่นทิ้งไว้ตลอดทั้งวัน
- เครื่องดูดฝุ่น กินไฟประมาณ 800 – 2,000 วัตต์ กินไฟตามกำลังแรงดูดของมอเตอร์ ยิ่งปรับแรงมากยิ่งใช้ไฟมาก
- ไดร์เป่าผม กินไฟประมาณ 1,000 – 2,200 วัตต์ ทำงานด้วยขดลวดความร้อนร่วมกับมอเตอร์พัดลมเพื่อเป่าผมให้แห้งไว
- เครื่องทำกาแฟ กินไฟประมาณ 800 – 1,500 วัตต์ ใช้ต้มน้ำร้อนและสร้างแรงดันไอน้ำ จึงควรปิดเครื่องทันทีเมื่อชงเสร็จ
- ตู้เย็น กินไฟประมาณ 70 – 200 วัตต์ กำลังวัตต์ดูเหมือนน้อย แต่เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ต้องเสียบปลั๊กเปิดทำงานตลอด 24 ชั่วโมง จึงเกิดการสะสมพลังงานต่อเนื่อง
- คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (PC สเปกสูง) กินไฟประมาณ 300 – 800 วัตต์ โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์สายเกมมิ่งหรือกราฟิกที่มีการ์ดจอแยกและพัดลมระบายความร้อนหลายตัว
- เครื่องฟอกอากาศ กินไฟประมาณ 20 – 80 วัตต์ กินไฟต่ำมาก แต่มักเปิดทิ้งไว้เป็นเวลานาน จึงควรเลือกขนาดที่พอดีกับห้องเพื่อไม่ให้มอเตอร์ทำงานหนักเกินไป

ทริกการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าให้ประหยัดและคุ้มค่า
นอกจากการปรับพฤติกรรมแล้ว การรู้ทริกในการสั่งการหรือเลือกเวลาใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้า ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและประหยัดไฟฟ้าในบ้านได้เป็นอย่างดี
- เลือกใช้โหมด Eco หรือโหมดประหยัดพลังงาน เครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ จะมีระบบอัจฉริยะที่ช่วยคำนวณการใช้พลังงานให้เหมาะสม การเปิดโหมด Eco จะช่วยลดการทำงานของมอเตอร์ลงแต่ยังคงได้ผลลัพธ์ที่ดีเหมือนเดิม
- หลีกเลี่ยงการใช้งานช่วงพีก (Peak Time) หากเป็นไปได้ สำหรับบ้านที่เปลี่ยนมาใช้มิเตอร์ไฟฟ้าประเภท TOU (Time of Use) ค่าไฟช่วง On-Peak (กลางวันวันธรรมดา) จะแพงกว่าปกติ การย้ายงานหนักๆ อย่างการซักผ้า อบผ้า หรือรีดผ้า ไปทำในช่วง Off-Peak (กลางคืนหรือวันหยุด) จะช่วยเซฟเงินได้เยอะมาก
- ใช้อุปกรณ์ให้ตรงตามกำลังไฟที่เหมาะสม ไม่ใช้งานอุปกรณ์จนเกินกำลังที่ระบุไว้ เช่น ไม่ใส่ผ้าแน่นถังซักจนมอเตอร์หมุนไม่ไหว หรือไม่แช่ของในตู้เย็นจนแน่นเกินไปจนบังช่องปล่อยความเย็น
- ไม่ใช้งานเกินความจำเป็น ตั้งเวลาปิดแอร์ล่วงหน้าก่อนตื่นนอนสัก 30 นาที หรือปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์เมื่อลุกไปทำธุระอื่น เพื่อไม่ให้เกิดกระแสไฟฟ้ารั่วไหลโดยเปล่าประโยชน์
- จัดวางถูกทิศ เว้นระยะห่างตู้เย็นจากผนังอย่างน้อย 15 ซม. หลีกเลี่ยงแดดส่องและห้ามตั้งใกล้เตาแก๊ส ส่วนคอมเพรสเซอร์แอร์ให้ตั้งในที่ร่มลมโกรก เพื่อให้ระบายความร้อนได้ดีที่สุด
- ใช้ความร้อนสะสมรีดผ้า รีดผ้าบางก่อนผ้าหนา และถอดปลั๊กเตารีดก่อนรีดเสร็จ 2-3 นาที แล้วใช้ความร้อนที่เหลืออยู่รีดผ้าตัวสุดท้าย
- ล้างคราบตะกรัน ใช้น้ำส้มสายชูต้มล้างคราบตะกรันในกาต้มน้ำและเครื่องทำน้ำอุ่นเป็นประจำ เพื่อไม่ให้ขดลวดทำงานหนักจนดึงไฟเพิ่ม
- เคลียร์ถุงเก็บฝุ่น อย่ารอให้ฝุ่นเต็มถุงเครื่องดูดฝุ่น ควรเททิ้งเมื่อหนาเกินครึ่งถุง เพื่อลดภาระมอเตอร์ไม่ให้ร้อนและกินไฟเกินจำเป็น
- ปรับความแรงให้พอดี เปิดพัดลมเบอร์ต่ำในวันอากาศสบายๆ หรือปรับแรงดูดเครื่องดูดฝุ่นให้เหมาะกับพื้นผิว (ใช้แรงสุดเฉพาะตอนดูดพรม) ลดการใช้พลังงานมอเตอร์
- ระบบ Inverter ห้ามเปิดๆ ปิดๆ หากออกจากห้องแอร์ไม่เกิน 20 นาที การเปิดทิ้งไว้จะประหยัดไฟกว่าการปิดแล้วเปิดใหม่ เพราะช่วงสตาร์ตเครื่องรอบสูงจะกินไฟมาก
วิธีเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ปลอดภัยและประหยัดไฟ
หากจำเป็นต้องเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นใหม่เข้าบ้าน ควรใช้หลักเกณฑ์เหล่านี้ในการพิจารณา เพื่อให้ได้สินค้าที่คุ้มค่าและปลอดภัย
- มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ควรมองหาฉลากเบอร์ 5 เวอร์ชันล่าสุดที่มีการประเมินประสิทธิภาพแบบติดดาว ยิ่งมีดาวมาก ยิ่งช่วยประหยัดค่าไฟได้มากขึ้น แนะนำตรวจสอบข้อมูลประเภทผลิตภัณฑ์ประหยัดไฟเบอร์ 5 เพื่อการตัดสินใจเลือกซื้อที่คุ้มค่า คืนทุนไว และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ไฟในบ้านได้อย่างลงตัว
- ได้มาตรฐาน มอก. สินค้าต้องได้รับการรับรองจากมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เพื่อความมั่นใจว่าระบบวิศวกรรมไฟฟ้าภายในมีความปลอดภัยสูง ไม่เสี่ยงต่อการเกิดไฟฟ้ารั่วหรือไฟฟ้าลัดวงจร
- เลือกขนาดและกำลังไฟให้เหมาะกับการใช้งาน เลือกขนาดความจุที่พอดีกับสมาชิกในบ้าน เช่น เลือกขนาด BTU แอร์ให้แมตช์กับขนาดห้อง หรือเลือกขนาดคิวของตู้เย็นให้พอดี เพื่อไม่ให้อุปกรณ์กินไฟเกินความจำเป็น
- เลือกแบรนด์หรือผู้จำหน่ายที่น่าเชื่อถือ ควรซื้อจากแบรนด์ที่มีชื่อเสียง มีการรับประกันสินค้าที่ชัดเจน และมีบริการหลังการขาย รวมถึงศูนย์ซ่อมที่สามารถหาอะไหล่แท้ได้ง่าย
- มีระบบตัดไฟอัตโนมัติเพื่อความปลอดภัย สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้ากลุ่มทำความร้อนหรือเสี่ยงสูง เช่น เครื่องทำน้ำอุ่น หรือเตารีด ควรเลือกซื้อรุ่นที่มีระบบตัดไฟอัตโนมัติ (เช่น ระบบ ELCB หรือระบบตัดความร้อนเกินตัดไฟทันที) เพื่อป้องกันอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน
สรุป
การประหยัดพลังงานไฟฟ้าภายในบ้านไม่ใช่เรื่องยาก และไม่จำเป็นต้องยอมลดทอนความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต เพียงแค่เราใส่ใจปรับพฤติกรรมการใช้งาน ปิดและถอดปลั๊กเมื่อไม่ใช้ เลือกใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง และบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถช่วยลดค่าไฟลงได้เห็นผลชัดเจนและปลอดภัยในระยะยาว
สำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพประหยัดไฟฟ้าในบ้านมากขึ้น การติดตั้งโซลาร์เซลล์ถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะช่วยผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ภายในบ้าน ลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบหลัก และช่วยลดภาระค่าไฟในระยะยาว EWAVE พร้อมให้คำปรึกษา ออกแบบ และติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ที่เหมาะกับการใช้งานของแต่ละบ้าน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดเป็นเรื่องง่ายและคุ้มค่ามากขึ้น
คำถามที่เกี่ยวข้องกับการประหยัดไฟฟ้าในบ้าน (FAQ)
เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับการประหยัดไฟฟ้าในบ้านมากขึ้น ทั้งวิธีลดค่าไฟ การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าให้คุ้มค่า และการติดตั้งโซลาร์เซลล์เป็นตัวช่วย ไปดูคำถามที่พบบ่อยกัน
ติดตั้งโซลาร์เซลล์ในบ้านช่วยลดค่าไฟได้จริงหรือไม่?
ช่วยลดค่าไฟได้จริง เพราะระบบโซลาร์เซลล์จะผลิตไฟฟ้าจากแสงแดดมาใช้งานแทนไฟฟ้าหลักในช่วงเวลากลางวัน ทำให้บ้านที่มีการเปิดแอร์หรือใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าเยอะในช่วงแดดจัด สามารถลดค่าไฟลงได้ตั้งแต่ 30-70% ตามขนาดระบบที่ติดตั้ง
บ้านแบบไหนเหมาะกับการติดตั้งโซลาร์เซลล์?
บ้านที่เหมาะคือบ้านที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงในช่วงกลางวัน (เวลา 09.00 – 16.00 น.) เช่น บ้านที่มีคนอยู่ประจำ มีผู้สูงอายุ คนที่ทำงาน Work from Home หรือเป็นโฮมออฟฟิศ รวมถึงต้องมีโครงหลังคาที่แข็งแรง และไม่มีร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่หรือตึกสูงมาบดบังแสงแดด
ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งโซลาร์เซลล์เริ่มต้นประมาณเท่าไร?
ค่าติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ที่ EWAVE เริ่มต้นในราคาพิเศษ 175,000 บาท* โดยมีระยะเวลาในการคืนทุนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4-6 ปี หลังจากนั้นจะเป็นการได้ใช้ไฟฟ้าฟรีจากแสงอาทิตย์ยาวนานต่อเนื่อง
*ข้อมูลราคา ณ วันที่ 24 มิถุนายน 2569 โดยราคาติดตั้งโซลาร์เซลล์อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามขนาดระบบ อุปกรณ์ที่เลือกใช้ พื้นที่ติดตั้ง และเงื่อนไขของผู้ให้บริการ ควรตรวจสอบรายละเอียดและราคาล่าสุดจากผู้ให้บริการโดยตรงก่อนตัดสินใจติดตั้ง
ควรเลือกอินเวอร์เตอร์และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างไรให้ประหยัดไฟสูงสุด?
ควรเลือกอินเวอร์เตอร์ (Inverter) แบรนด์ที่ได้มาตรฐานและผ่านการรับรองจากการไฟฟ้า (MEA/PEA) มีค่าประสิทธิภาพในการแปลงไฟสูง (Efficiency 97% ขึ้นไป) และเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าในระยะยาว
ข้อดีของการติดตั้งโซลาร์เซลล์มีอะไรบ้าง?
การติดตั้งโซลาร์เซลล์มีข้อดีในการช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว เพราะสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองจากพลังงานแสงอาทิตย์ ช่วยลดภาระค่าไฟในแต่ละเดือน นอกจากนี้ยังช่วยลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบหลักและเป็นการใช้พลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังช่วยเพิ่มมูลค่าและความน่าสนใจให้กับที่อยู่อาศัยหรืออาคารในระยะยาวอีกด้วย